ชะนี

posted on 04 Sep 2011 20:45 by amisocute

 ชะนี ( น่ารักอ่ะ! )

 

         ชะนี (วงศ์: Hylobatidae, อังกฤษ: Gibbon) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับวานร เป็นลิงที่ไม่มีหาง (Apes) ซึ่งชะนีถูกจัดให้อยู่ในวงศ์ Hylobatidae และถูกจัดให้เป็น 1 ใน 4 ลิงที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด (ประกอบไปด้วย ชะนี, ชิมแปนซี, อุรังอุตัง, กอริลลา ซึ่งชะนีมีความใกล้เคียงมนุษย์น้อยที่สุดในบรรดาทั้ง 4 นี้)

มีทั้งหมด 4 สกุล (แต่ข้อมูลบางแหล่งอาจใช้เพียงสกุลเดียว คือ Hylobates) 11 ชนิด 10 ชนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 1 ชนิด คือ ฮูล็อก (Hoolock, H. hoolock) ที่พบในเอเชียใต้และจีนตอนใต้

สำหรับประเทศไทยพบทั้งหมด 4 ชนิด คือ

1.ชะนีมือดำ (H. agilis)

 
2.ชะนีมือขาว (H. lar)

 
3.ชะนีมงกุฎ (H. pileatus)

 
4.ชะนีดำใหญ่ หรือ เซียมมัง (Symphalangus syndactylus)

        ชีววิทยาของชะนีส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ โดยอยู่กันแบบครอบครัวที่มีผัวเดียวเมียเดียว แต่อยู่เป็นฝูง ฝูง ๆ หนึ่งมีสมาชิกตั้งแต่ 2-5 ตัว ชะนีมีแขนที่ยาวและแข็งแรงรวมทั้งมือ ใช้สำหรับห้อยโหนต้นไม้จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว อาหารของชะนีหลัก ๆ คือ พืช จำพวก ใบไม้ ผลไม้ ต่าง ๆ แต่อาจจะกินสัตว์ขนาดเล็กได้เพื่อเพิ่มโปรตีน โดยปกติแล้วชะนีจะใช้ชีวิตแทบทั้งหมดอยู่บนต้นไม้สูง จะลงมาพื้นดินก็แค่ดื่มน้ำหรือเหตุอย่างอื่น ซึ่งตามปกติชะนีจะดื่มน้ำโดยการควักล้วงจากโพรงไม้หรือเลียตามใบไม้

        ชะนีเป็นสัตว์ที่มนุษย์รับรู้ดีว่า มีเสียงร้องที่สูงและดังมาก มีหลายโทนเสียงและหลายระดับหลากหลายมาก สำหรับติดต่อสื่อสารกัน โดยเสียงร้องของชะนีมักจะร้องว่า "ผัว ๆ ๆ ๆ ๆ" ทั้งตัวเมียและตัวผู้ ดังนั้น คำว่า ชะนี จึงเป็นศัพท์สแลงในหมู่กะเทยที่หมายถึง ผู้หญิงแท้ ๆ ชะนีทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2535

เชื่อว่าการถูกชะนีกัด ข่วนมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากชะนีได้ หากผู้ที่ถูกกัดไม่มีภูมิต้านทานโรค

 
 
 เกาะติดชีวิตชะนีที่เขาใหญ่
 
         ดร.วอเรณ บรอกเคลแมน (Warren Brockelman) และคณะ ได้ติดตามศึกษาพฤติกรรมสังคมชะนีมือขาว (White-handed Gibbon: Hylobates lar) บริเวณมอสิงโต ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งนอกจากชะนีมือขาวแล้ว ยังพบว่ามีชะนีมงกุฎ (Pileated Gibbon: Hylobates pileatus) อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานฯด้วย โดยในบางบริเวณที่มีชะนีทั้ง 2 ชนิดปรากฏ ก็จะมีกลุ่มที่เป็นลูกผสมระหว่างชะนีทั้ง 2 ชนิดนี้

         ทำไมต้องศึกษาเรื่องชะนี? อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าชะนีจัดอยู่ในกลุ่มของเอปส์ ลักษณะทางสังคมก็เป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamous Social System) ที่ถือได้ว่าคล้ายกับคนเรา การติดตามศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของชะนีในช่วงแรกจึงเป็นการศึกษาในเชิงประชากร ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มและต่างกลุ่ม การส่งเสียงร้อง การจับคู่ การแยกครอบครัว เป็นต้น จนในปี 2539 จึงเริ่มโครงการจัดตั้งแปลงถาวรเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพืชและสัตว์ เน้นเรื่องพืชอาหารชะนี ขึ้นมาอีกหนึ่งโครงการ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (BRT) 



ตีแผ่ชีวิตของชะนี

         จากที่ได้ติดตามสังเกตพฤติกรรมชะนีมาตลอดหลายปี ก็อดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องของชะนีมาเล่าสู่กันฟัง โดยสิ่งที่กำลังจะเล่าให้ฟังนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชะนีเพียงกลุ่มเดียวที่เราทำการศึกษา ไม่สามารถเหมารวมว่าพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงพฤติกรรมของชะนีทั้งโลก ดังนั้นจึงต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่อนุญาตให้อ้างอิงหรือกระทำการใดๆ กับข้อความต่อไปนี้ในเชิงวิชาการ 

         ในการติดตามชะนีซึ่งเป็นชะนีมือขาว เราได้แบ่งกลุ่มชะนีออกเป็นหลายกลุ่มด้วยกัน โดยตั้งชื่อตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ชะนีกลุ่มที่เราเฝ้าตามกลุ่มแรกคือ กลุ่มเอ ซึ่งแต่เดิมมีสมาชิก 4 ตัว คือ แม่ชื่อ แอนโดรเมดา (Andromeda) พ่อชื่อ เฟียเลส (Fearless) ลูกชายคนโตที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะชื่อ อามาเดอุส (Amadeus) ชะนีเด็กชื่อ อารัน (Aran) และน้องเล็กชื่อ อากีรา (Akira) ...วันหนึ่งในราวเดือนกันยายน 2540 อารันหายไปอย่างไร้ร่องรอย เราคาดเดาได้อย่างเดียวว่ามันน่าจะตายไปแล้ว โดยไม่ทราบสาเหตุ

         ชะนีตัวแม่แอนโดรเมดาชอบมีชู้ และแสดงกริยาให้ท่ากับตัวผู้กลุ่มอื่นอยู่เป็นประจำ โดยแต่ละครั้งก็จะใช้เทคนิคต่างกันไป วิธีที่เราเห็นบ่อยๆ คือ ยุทธการนกต่อ ซึ่งจะใช้ในยามที่ชะนี 2 กลุ่มโคจรมาอยู่ใกล้กัน ชะนีกลุ่มตรงข้ามจะให้ชะนีหนุ่มฉกรรจ์ (Subadult) มาล่อตัวพ่อ เฟียเลสไป พอเฟียเลสหลงกลวิ่งไล่ตาม ตัวผู้ฝ่ายตรงข้ามก็จะแอบเข้ามาตีท้ายครัว เข้าหาแอนโดรเมดาซึ่งไม่มีท่าทีปัดป้องปฏิเสธแม้แต่น้อย บางครั้งน้องเล็กอากีราเองก็ทนไม่ได้ พยายามที่จะเข้ามาพัวพันกั้นขวาง แต่แม่ก็จะผลักไสไล่ส่งให้ไปไกลๆ

 

 
 

         ประมาณเมษายน 2541 ลูกชายคนโตอามาเดอุส ชอบพอกับชะนีสาวจากกลุ่มบี ชื่อเบรนดา (Brenda) และได้ตัดสินใจแยกกลุ่มออกไปอยู่ด้วยกันที่กลุ่มที ต่อมาในช่วงตุลาคม 2543 หนุ่มฉกรรจ์จากกลุ่มซี ชื่อคริสโตเฟอร์ (Christopher) เริ่มเข้ามาติดพันแอนโดรเมดา ตัวแม่ของกลุ่มเอ จนเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนั้น แอนโดเมดราก็ใจอ่อนยอมคริสโตเฟอร์ในที่สุด ส่วนเฟียเลสก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ มีบางครั้งที่เข้าร่วมทำกิจกรรมกับครอบครัว หาเห็บหมัด ทำความสะอาดร่างกาย ...ตัวผู้ทั้งสองตัวต่างตัวต่างอยู่ ไม่มีการต่อสู้กัน พวกมันดำเนินชีวิตอยู่ในลักษณะนี้จนกระทั่งเดือนเมษายน 2544 เฟียเลสได้ตัดสินใจออกจากกลุ่มไปอยู่กับกลุ่มที

         ต่อมาในเดือนสิงหาคม 44 น้องนุชสุดท้อง อากีราก็เริ่มหายไปจากฝูง (คาดการณ์ว่าเข้ากับพ่อเลี้ยง คือ คริสโตเฟอร์ไม่ได้) ในช่วงแรก มันออกมาอยู่กับพ่อและพี่ชายที่กลุ่มทีประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วย้ายไปอยู่กับกลุ่มอีอีกหลายครั้ง จากนั้นก็ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหามาอยู่ตัวเดียวแถวเส้นทาง NH ในอาณาเขตของกลุ่มเอ็ช จากการที่อากีราซึ่งเป็นตัวเมียตัวเดียวที่แยกออกจากกลุ่มแม่โดยที่ยังไม่มีคู่ ทำให้สมาชิกของกลุ่มเอ ณ ตอนนี้เหลือเพียงแค่แอนโดรเมดา ผู้เป็นแม่ของกลุ่มเอเท่านั้น สมาชิกของกลุ่มซีเกือบทั้งหมดย้ายตามคริสโตเฟอร์มาอยู่ที่กลุ่มเอของแอนโดรเมดา และที่กลุ่มซีก็มีตัวผู้จากที่อื่นมาอยู่แทน 

 

ความเคลื่อนไหวของชะนีกลุ่มเพื่อนบ้าน

         กลุ่มที เป็นกลุ่มชะนีที่มาจากกลุ่มเอและบี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2544 ดร. วอเรณพบชะนีทารกขนสีน้ำตาลในกลุ่มนี้ ประมาณอายุว่าน่าจะเกิดในเดือนสิงหาคม 2543 แต่หลังจากที่เฟียเลส พ่อของกลุ่มเอได้ย้ายเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ในเดือนเมษายน 2544 ชะนีทารกตัวนั้นก็หายไป ราวปลายเมษายนอามาเดอุสออกจากกลุ่มไป และถูกพบว่ามันอยู่กับชะนีตัวเมียสีขาวแถวขอบตะวันตกของมอสิงโต ดังนั้นเฟียเลสจึงเข้ามาแทนที่อามาเดอุสเป็นคู่ตัวเดียวของเบรนดา จนกระทั่งอามาเดอุสกลับมาขอคืนดีกับเบรนดาในเดือนกรกฎาคม เฟียเลสผู้พ่อจึงเสียสละเริ่มแยกจากกลุ่มไปในบางครั้ง หรือบางครั้งก็ไปอยู่รวมกับกลุ่มอี

         กลุ่มบี เพื่อนบ้านติดกันกับกลุ่มเอ หลังจากที่เบรนดาออกเรือนไปแล้ว สมาชิกในครอบครัวก็เหลือ 3 ตัว อยู่กันแบบเรียบง่าย สิ่งที่เรารู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับครอบครัวนี้ก็คือน้องของเบรนดาที่ไม่ทราบเพศในตอนแรก และตั้งชื่อให้ว่า บัว (Bua) กลับกลายเป็นเพศชาย

         กลุ่มซี กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงมากทีเดียว เนื่องจากปัจจุบัน สมาชิกเกือบทั้งหมดได้ย้ายไปอยู่กลุ่มเอ และมีตัวผู้จากกลุ่มอื่นเข้ามาอยู่แทน แต่ก่อนหน้าที่จะมีตัวผู้ตัวใหม่เข้ามานั้น กลุ่มซีมีสมาชิกคือ แม่ชื่อ คาสสานดรา (Cassandra) พ่อชื่อ คาสสิอุส (Cassius) ลูกสี่ตัวคือ ชะนีสาวชื่อ ไซรานา (Cyrana) ชะนีหนุ่มชื่อ คริสโตเฟอร์ (Christopher) ชะนีเด็กชื่อ ชิเคียว (Chikyu) และทารกชื่อ ชูส์ (Choos) ในเดือนพฤศจิกายนปี 2543 คริสโตเฟอร์ที่หลงเสน่ห์แอนโดรเมดาก็ย้ายไปอยู่กลุ่มเอ ส่วนไซรานาออกจากกลุ่มไปอยู่กับกลุ่มอี ในเดือนมิถุนายน 2544 จากนั้นปลายปี 2544 ก็มีตัวผู้กลุ่มอื่นเข้ามาคาสสิอุสจึงหนีไปอยู่กินกับแอนโดรเมดาที่กลุ่มเอ และชิเคียวก็ตามพ่อและพี่ชายมาอยู่ในฮาเร็มของแอนโดรเมดาด้วยในเวลาถัดมาอีกไม่นานนัก

 

 

         กลุ่มอี กลุ่มนี้เป็นกลุ่มรวมชะนีจรจัด ต่างกลุ่ม ต่างสปีชี่ส์ มี บาร์ด (Bard) ชะนีแก่ตัวผู้จากกลุ่มบี ซึ่งถูกชะนีจากกลุ่มซี ชื่อ เชต (Chet) ไล่ออกมานานมาแล้ว และมีชะนีมงกุฎเพศเมียชื่อ อีมานูเอล (Emanuelle) อยู่ด้วยกัน ต่อมาไซรานาจากกลุ่มซี กับอากีราจากกลุ่มเอได้มาอยู่ด้วยเป็นครั้งคราว โดยไซรานาเริ่มมาเมื่อต้นกรกฎาคม 2544 โดยที่อีมานูเอลได้พยายามขับไล่เธอออกไปจากกลุ่ม แต่ในที่สุดไซรานาก็ได้ผสมพันธุ์กับบาร์ด ครั้งสุดท้ายที่เห็นไซรานาในกลุ่มอีคือเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมปีเดียวกัน ส่วนอากีราได้แยกออกจากกลุ่มแม่มาอยู่ที่กลุ่มนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ในกลางเดือนสิงหาคม 2544 และได้ร้องคู่กับบาร์ดเมื่อวันที่ 15 กันยายน (ปกติชะนีจะร้องคู่ หรือ Duet เพื่อประกาศอาณาเขต โดยตัวพ่อกับแม่จะทำหน้าที่นี้ ส่วนชะนีเด็กจะร้องแต่จะเป็นการหัดร้องมากกว่า) จอมแสบอีมานูเอลก็พยายามไล่เธอออกจากฝูงเช่นเคย แต่ไม่สำเร็จ จนวันที่ 27 กันยายน ก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันนี้อีกที่ใกล้กับบ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยานฯ บริเวณห้วยลำตะคอง อากีราถูกอีมานูเอลไล่ข้ามฝั่ง